แนวพระราชดำริ และพระราชกรณียกิจ

พระมหาธีรราชเจ้า

ด้านการสาธารณสุข

จากพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานวิสาขบูชาทรงแสดงแก่ครูแลนักเรียน ณ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๔๕๙ ความว่า

สำหรับนักเรียนชั้นเล็ก ขอตักเตือนว่า การกินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา นับว่าเป็นของสำคัญสำหรับป้องกันไม่ให้เจ็บ เหตุฉะนี้ ผู้ใหญ่เขาจึงบังคับให้กินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา และเราก็ควรทำตามข้อบังคับนั้น จึงจะโตเร็วและแข็งแรง ได้เป็นผู้ใหญ่เร็ว สำหรับนักเรียนชั้นกลาง ขอตักเตือนว่า การกินและนอนเป็นเวลายังเป็นความจำเป็นอยู่เหมือนกัน…นอกจากนี้ควรจะมีเวลาเล่นกีฬาและออกกำลังกายทุกวัน วันละเล็กน้อยก็พอ และในการออกกำลังไม่ควรหักโหมเกินไป คือเมื่อรู้สึกเหนื่อยมากแล้วไม่ควรจะขืนใจออกกำลังกายต่อไป หาไม่การกีฬาและการเล่นที่เป็นประโยชน์จะกลับกลายเป็นของให้โทษ…

แสดงให้เห็นถึงแนวพระราชดำริด้านการสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน และรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยเฉพาะในหมู่เด็กและเยาวชน การรับประทานอาหารให้เป้นเวลา การพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายนั้นจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ดีที่สุด

หลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคภัยต่าง ๆ ได้แก่ บทพระราชนิพนธ์ที่ชื่อว่า  “กันป่วย” โดยในคำนำของพระราชนิพนธ์กันป่วย ทรงแถลงพระราชดำริในการพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “หนังสือนี้มิได้มุ่งหมายให้เป็นตำราหมอ หรือแม้จะเป็นตำราปัจจุบันพยาบาลก็หามิได้ ความมุ่งหมายแท้จริงนั้น ก็คือตรงกับชื่อหนังสือนี้ คือเป็นคำตักเตือนเพื่อนทหารและเสือป่าในทางระวังรักษาตัว เพื่อป้องกันมิให้ป่วยไข้นั้นและเป็นที่ตั้ง นอกจากนั้นก็มีบอกวิธีรักษาตัวบ้าง เท่าที่ทหารและเสือป่าจะทำได้เอง ในเมื่อหมอยังไม่มาหรือเมื่อยังไปหาหมอไม่ได้เป็นต้น” ดังนั้นหากทุกคนให้ความสำคัญกับการ ดูแลรักษาร่างกายของตัวเองให้แข็งแรง และป้องกันมิให้เกิดอาการเจ็บป่วย ก็ย่อมที่จะสอดคล้องกับแนวพระราชดำริ เป็นการสร้างสังคมที่มีความแข็งแรง ปลอดโรค  เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและสังคมโดยรวมอย่างมหาศาล

นอกเหนือจากการป้องกันโรคภัย และการรักษาสุขภาพอนามัย เสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงความสำคัญของ “ปัจจุบันพยาบาล” หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่าการปฐมพยาบาล ซึ่งเป็นความรู้สำคัญที่สามารถแก้ไขปัญหาทางสุขภาพ หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้อย่างทันท่วงที ทรงมีพระราชนิพนธ์ถึงเรื่องนี้โดยตรง คือ “ปัจจุบันพยาบาล” ในบทที่ ๑๗ – ๑๘ ของแบบสั่งสอนเสือป่าและลูกเสือ ที่ทรงพระราชนิพนธ์ใช้เป็นคู่มือในการศึกษาวิชาเสือป่าและลูกเสือ

แม้จะทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงทราบในพระราชหฤทัยถึงความจำเป็นของการมีสถานพยาบาล ทั้งที่เป็นสาธารณกุศลและสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถ และสอดคล้องกับพระราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ จะทรงสร้างพระอาราม เป็นการยังประโยชน์สาธารณะตามคติเดิม ในรัชกาลของพระองค์ ทรงพระราชดำริกว้างขวางเพิ่มเติมขึ้นถึงพระราชประเพณีนี้ สถานพยาบาลสาธารณะ จึงได้สร้างขึ้นเพื่อทรงพระราชอุทิศผลประโยชน์อันเกิดจากสถานที่แห่งนี้ บำบัดทุกข์บำรุงสุขของพสกนิกรต่อไป

ด้วยเหตุนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระคลังข้างที่จัดซื้ออาคารและที่ดินจากแบงค์สยามกัมมาจล (ธนาคารไทยพาณิชย์ ในปัจจุบัน) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาล ปรับปรุงเป็นสถานพยาบาล เมื่อสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงพยาบาลแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๔๕๕ พระราชทานนามว่า “วชิรพยาบาล” และพระราชทานสิทธิ์ขาดเพื่อเป็นสาธารณสถาน ทั้งกำกับดูแลในนามของประชาชนโดยกรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาล

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสยามมงกุฎราชกุมาร และดำรงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ครั้งที่ ๒ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ได้มีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูล แถลงแนวทางการดำเนินงานสภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยามให้มั่นคงถาวรต่อไป หนึ่งในนั้นคือการจัดสร้างโรงพยาบาลเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของสภาอุณาโลมแดง

ต่อมาเมื่อสมเด็จพระปิยมหาราชสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์จัดสร้างโรงพยาบาลดังกล่าว เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมชนกาธิราช และเป็นเกียรติยศนำประโยชน์มาสู่ประเทศสยาม บรรดาพระราชภารดา และพระราชภคินีทั้งปวง ต่างโดยเสด็จพระราชกุศลในการดังกล่าว ทั้งสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี สภานายิกา ทรงพระกรุณาโปรดให้ใช้เงินทุนเดิมของสภาอุณาโลมแดงเข้าสมทบด้วย
การดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลนี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ทรงเป็นผู้อำนวยการ จนเมื่อสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงรับดำเนินการต่อจนแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๕๗ ในคราวนั้น ได้พระราชทานพระราชดำรัสเปิดโรงพยาบาล ความตอนหนึ่งว่า หวังใจว่าโรงพยาบาลนี้ ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความคิดความปรารถนาของเราพี่น้องด้วยกัน คงจะได้ทำการเป็นทุน เป็นประโยชน์สมความมุ่งหมาย แลสมความศรัทธาของพวกเราทั้งหลายที่เป็นผู้ลงทุน ทั้งหวังใจว่าจะเป็นการแผ่เกียรติคุณของกรุงสยาม ว่าในกาละบัดนี้เราไมน้อยหน้าผู้ใด…สิ่งใดที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ก็เท่ากับเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง เพราะถ้าผู้เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้ความสุขแล้ว ก็เหมือนตัวเราได้รับความสบาย”

ในรัชสมัยพระมหาธีรราชเจ้า ทรงมีพระราชดำริว่า การแพทย์และการสุขาภิบาลถูกแบ่งแยกอยู่หลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ไม่มีความเป็นเอกภาพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกองบัญชาการ กองสุขศึกษา กองสาธารณสุข กองยาเสพติดให้โทษ กองโอสถศาลารัฐบาล กองบุราภิบาล เข้าด้วยกัน แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น กรมสาธารณสุข ในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๔๖๑

นอกเหนือจากโรงพยาบาลที่ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมชนกาธิราชแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนึงถึงพระคุณูปการของสมเด็จพระราชชนนี ได้ทรงปรารถนาใคร่จะสร้างสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อันยั่งยืนอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เป็นที่เชิดชูพระเกียรติยศสมเด็จพระราชชนนีเคียงคู่กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงทรงอุทิศที่ดินตรงบริเวณมุมถนนสนามม้าตัดกับถนนพระราม ๔ พร้อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้สภากาชาดไทยนำไปใช้อำนวยการสร้างอาคารใหญ่ขึ้นหลังหนึ่งบนที่ดินดังกล่าว เพื่อใช้เป็นที่ทำการแห่งใหม่ของ สถานปาสเตอร์ สถานที่ตรวจค้นพืชพรรณสรรพโรคและผสมยาโอสถสำหรับฉีดป้องกันอันตรายแต่โรคร้ายต่าง ๆ  โดยเรียกว่า “สถานเสาวภา” และทำพิธีเปิดในวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕

กิจการสาธารณสุขจะดำเนินไปอย่างยั่งยืน นอกจากการวางรากฐานของสถานพยาบาล การดำเนินนโยบายของรัฐ ฯลฯ แล้ว การผลิตบุคลากรทางการสาธารณสุข โดยเฉพาะแพทย์ก็สำคัญเช่นเดียวกัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้น ทั้งยังรวมโรงเรียนราชแพทยาลัย เข้าอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย โรงเรียนราชแพทยาลัยแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การดำเนินงานคู่ขนานมากับการจัดตั้งกรมพยาบาล และโรงพยาบาลศิริราช เมื่อรวมเข้ากับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว จึงสามารถต่อยอดการผลิตแพทย์ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นมาก

กิจการเกี่ยวกับการป้องกัน การบำบัด การรักษาโรค และส่งเสริมสุขภาพของปวงชนเหล่านี้ ที่เรียกรวมกันว่า “การสาธารณสุข” จึงเป็นพระราชวิเทโศบายการปกครองราชอาณาจักรสยามที่สำคัญประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็น “ปัจจัยแห่งความสมบูรณ์” ของการพัฒนาประเทศสยาม ที่ได้รับการวางรากฐานเป็นอย่างดีมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงทุกวันนี้